งานวิจัยชี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกผู้หญิงนั่งบอร์ดบริหารน้อยมาก สัดส่วนของผู้บริหารหญิงนั่งในบอร์ดบริษัทใหญ่ที่สุด 200 อันดับแรกของโลก มีเพียง 20.2% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

Spread the love

ถึงแม้ว่าสัดส่วนของผู้บริหารสตรีที่นั่งในบอร์ดของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปจะอยู่ที่ 36.9% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ แต่ในภาพรวม ตัวเลขรวมลดลง ด้วยสัดส่วนของผู้บริหารหญิงในบอร์ดของบริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่มีอยู่เพียง 10.7% ทำให้อัตราเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ประมาณ 20.2% เท่านั้น

 

จากการสำรวจองค์ประกอบของคณะกรรมการในบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 200 แห่งจากการจัดอันดับของนิตยสาร ฟอร์จูน (Fortune Global 200) ซึ่งคอร์ปอเรท วีเมน ไดเร็คเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CWDI) จัดทำต่อเนื่องมานาน 18 ปีพบว่า

 

นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ผู้บริหารสตรีที่มีตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียง 9.8% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของการจัดอันดับบริษัทใหญ่ที่สุดของโลกของนิตยสารฟอร์จูน

 

โดยบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ติดอันดับดังกล่าวมีจำนวนถึง 91 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีจำนวน 63 แห่ง และกรรมการบริษัทที่เป็นสตรีในองค์กรเหล่านี้มีสัดส่วนเพียง 8.9%

 

นอกจากนี้ มีบริษัท 26 แห่งในประเทศจีนที่ไม่มีกรรมการบริษัทเป็นผู้หญิงเลย การที่มีบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกติดอันดับกิจการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมากดังกล่าว ส่งผลให้สถิติจำนวนผู้นำองค์กรทั่วโลกที่เป็นสตรีมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เนื่องจากองค์กรที่มีขนาดใหญ่มักเป็นผู้กำหนดเทรนด์ของโลก

แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลขององค์กรในยุโรป เช่น การกำหนดโควตา การยอมรับความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ ส่งผลให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้ามาเป็นผู้บริหารในคณะกรรมการบริษัทมากขึ้น และเทรนด์นี้เป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก

ประเทศที่มีสัดส่วนผู้บริหารสตรีในคณะกรรมการบริษัทสูงสุดในโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้บริหารหญิงมากถึง 46.5% เนื่องจากกฎหมายการกำหนดโควตาผู้บริหารสตรีที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และในการจัดท็อปเท็นบริษัทที่มีกรรมการเป็นผู้หญิงนั้น เป็นบริษัทที่อยู่ในยุโรปถึง 11 แห่ง

บริษัทอื่น ๆ ที่ติดอันดับท็อปเท็นองค์กรที่มีสัดส่วนผู้บริหารสตรีมาก เป็นบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนผู้บริหารหญิงเฉลี่ยที่ 33% ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ไม่ใด้ใช้หลักการกำหนดโควตาและจะยังคงตามหลังยุโรปแต่ก็เริ่มตามมาทันเนื่องจากการใช้กลยุทธ์การกำหนดผู้ถือหุ้นสถาบันแบบ bottom-up ที่สนับสนุนให้กองทุนบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนที่ลงทุนในกิจกรรมสังคมและหุ้นที่ต้องติดต่อกับบริษัทที่ไม่มีผู้บริหารสตรีในบอร์ด ได้คำนึงถึงปัจจัยเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้นในการแต่งตั้งบอร์ด

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ได้ขอให้บริษัทในตลาดฯ ชี้แจงองค์ประกอบของบอร์ด และแนะนำให้แต่ละบริษัทมีกรรมการอย่างน้อย 2 คนเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้แทนของชนกลุ่มน้อย

แนวโน้มดังกล่าวในบริษัทที่มีผลประกอบการดีสะท้อนให้เห็นว่า การที่บริษัทใดจะขึ้นสู่การเป็นบริษัทท็อปเท็นจำเป็นจะต้องมีกรรมการสตรีในสัดส่วนอย่างน้อย 45% (เทียบกับ 25% เมื่อปี 2547) บริษัท 8 แห่งที่มีกรรมการในบอร์ดเป็นผู้หญิงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า และทุกบริษัทต่างก็มีจำนวนผู้บริหารสตรีเป็น “ส่วนใหญ่” หรือมากกว่า 30% ทั้งนั้น

ไอรีน นาทิวิแดด ประธาน CWDI กล่าวว่า “ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 ที่ CWDI ได้เริ่มทำการสำรวจสัดส่วนของผู้บริหารสตรีในบอร์ดบริษัทระดับ Fortune Global 200 มาจนทุกวันนี้ เราได้เห็นว่ามีการแต่งตั้งผู้บริหารหญิงเข้ามาในบอร์ดบริษัทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการเชิงรุก ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสได้รับตำแหน่งผู้บริหารมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาเพราะมีแรงกดดันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดโควตา ข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดเรื่องผู้ถือหุ้น และตัวของสตรีเอง”

ในปัจจุบัน มี 33 ประเทศทั่วโลกที่ได้กำหนดโควตาสัดส่วนของกรรมการที่เป็นสตรี จากรายงานที่จัดทำขึ้นแสดงให้เห็นว่า บริษัทในประเทศที่มีการกำหนดโควตาสัดส่วนกรรมการที่เป็นสตรี จะมีผู้บริหารหญิงในบอร์ดประมาณ 38.5% เทียบกับบริษัทในประเทศที่ไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายซึ่งสัดส่วนของกรรมการหญิงในบอร์ดบริษัทจะมีประมาณ 22%

สำหรับในอนาคต CWI ได้สำรวจจำนวนผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทที่ติดกลุ่ม Fortune Global 200 พบว่าผู้บริหารระดับสูงที่เป็นหญิงมีสัดส่วน 17.6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ในองค์กรขนาดใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากในสังคมล้วนแต่ประสบความยากลำบากในการ “ปั้น” ผู้บริหารหญิงขององค์กรให้ก้าวสู่ตำแหน่งในระดับสูง มากกว่าการแต่งตั้งผู้หญิงจากภายนอกองค์กรเข้าไปนั่งในบอร์ด

บริษัทชั้นนำที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมที่ติดท็อปเท็นบริษัทที่มีกรรมการบริษัทเป็นผู้หญิงมากที่สุด ได้แก่ บริษัทอเมริกัน ซึ่งมีสัดส่วนกรรมการหญิง 26.9% ตามด้วยยุโรป 22.4% และเอเชียแปซิฟิก ที่ทิ้งห่างด้วยสัดส่วน 6.3% อย่างไรก็ดี ในการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูนพบว่า บริษัทของจีนยังมีสัดส่วนกรรมการหญิงมากกว่าบริษัทเอเชียอื่นๆ

 

โดยผู้หญิงที่มีตำแหน่งบริหารระดับสูงในบริษัทจีนมีสัดส่วน 8.6% ตัวอย่างเช่น อาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทท็อปเท็นมีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงถึง 5 คนจาก 13 คนหรือคิดเป็น 38.5% ซึ่งทิ้งห่างจากบริษัทจีนอื่นๆ ที่มีสัดส่วนผู้บริหารหญิงต่ำมาก และในบรรดาบริษัทที่ติดอันดับท็อปเท็น บริษัท วอลกรีนส์ (Walgreens) ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐ มีสัดส่วนกรรมการหรือผู้บริหารที่เป็นสตรีสูงเป็นอันดับหนึ่ง คือ 62.5%

“เราคงต้องทำงานกันหนักขึ้นเพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงมากขึ้น เพราะถ้าในคณะกรรมการบริษัทต่างๆ ยังคงมีจำนวนกรรมการที่เป็นสตรีน้อย ก็คงยากที่จะทำให้เกิดความเสมอภาคในด้านจำนวนกรรมการสตรีภายในองค์กรทั่วโลก” ไอรีนกล่าว

LASTEST NEWS

TAG
5G LINE ประเทศไทย realme TikTok การลงทุน การศึกษา การเงิน ขนส่ง ค้าปลีก ชอปปิ้งออนไลน์ ดิจิทัล คอนเท็นต์ ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชัน ดีแทค ที่อยู่อาศัย ธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ นวัตกรรม นิสสัน ประเทศไทย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกันชีวิต ผลประกอบการ พลังงาน ยานยนต์ รถยนต์ รีเทล สโตร์ วิดีโอ สตรีมมิ่ง สมาร์ทโฟน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สุขภา่พ หัวเว่ย อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอสเอ็มอี เอไอเอส แต่งตั้งผู้บริหาร แอปพลิเคชัน โมบายล์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ โลจิสติกส์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้