ETDA พาทัวร์ระบบ e-Health มาตรฐานใหม่สาธารณสุข ในไทย-ต่างแดน พร้อมลิสต์ 10 ข้อดี ดิจิทัลช่วยยกระดับสุขภาพดีอย่างไร

Spread the love

 

ภาวะวิกฤตโควิด-19 ทั่วโลก มีแนวโน้มคลี่คลายมากขึ้นรวมถึงประเทศไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางการฟื้นตัวที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะมีการเปิดประเทศแล้ว แต่เรื่องการดูแลสุขภาพก็ยังละเลยไม่ได้ ดังนั้น e-Health จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลของผู้รับบริการด้านสุขภาพง่ายขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยบันทึกพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลในการวินิจฉัยโรคที่สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) (Electronic Transactions Development Agency) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งเป้าหมายพัฒนา e-Health ผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการสร้างมาตรฐานของข้อมูลทางด้านสุขภาพที่มีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้แต่ละประเทศมีการพัฒนาด้าน e-Health ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันขึ้นมา ซึ่งแต่ละประเทศมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างไร วันนี้ ETDA นำเรื่องราวเกี่ยวกับ e-Health รวมถึงในประเทศไทยมาอัปเดตให้ทราบไปพร้อมกัน

 

● TousAntiCovid แจ้งเตือนเมื่ออยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อโควิด-19

 

การเข้าถึงระบบสาธารณสุขของฝรั่งเศสเข้าถึงได้ง่าย โดยเป็นการรักษาแบบครอบคลุมทั่วถึง (Universal Coverage) และเป็นองค์กรของภาครัฐ ขณะเดียวกันฝรั่งเศสยังถือเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก มีการประกันสุขภาพตามกฎหมาย หรือ Statutory health insurance (SHI) ที่ครอบคลุมถึงประชาชนทุกคน ซึ่งปกติประชาชนในประเทศจะทำการสำรองจ่ายก่อนเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลและรัฐจะคืนให้ภายหลัง

 

นับตั้งแต่ปี 2010 ฝรั่งเศสมีนโยบายด้านสุขภาพในแนวทางดิจิทัลและพัฒนามาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เพื่อให้มีระบบ e-Health ที่ได้มาตรฐาน โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางตามยุทธศาสตร์สุขภาพแห่งชาติ 2022 รวมทั้งยังมีการก่อตั้งหน่วยงานด้านสุขภาพดิจิทัลแห่งชาติ (The National Digital Health Agency) เพื่อดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล

 

มุ่งเน้นการบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์และการใช้ข้อมูลอย่างปลอดภัยผ่านแพลตฟอร์ม e-Health รวมถึงมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรองรับการสร้างแพลตฟอร์มดังกล่าว และเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานข้อมูลด้านสุขภาพขนาดใหญ่ภายใต้ความปลอดภัยระดับสูง

 

ทั้งนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ฝรั่งเศส สร้างแอปพลิเคชัน TousAntiCovid สำหรับบันทึกประวัติผู้ติดต่อใกล้เคียงด้วยวิธีเข้ารหัสผ่านบลูทูธ โดยผู้ใช้แอปฯ จะได้รับการแจ้งเตือนหากอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 นาทีภายในรัศมี 2 เมตร ซึ่งมีการตั้งระบบให้มีความปลอดภัยสูง ไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้ใช้ ไม่ใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และไม่เผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงถือเป็นอีกก้าวของ e-Health ในฝรั่งเศสที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด

 

● Corona-Warn-App ติดตามผู้ติดเชื้อ ค้นหาข้อมูลโควิด-19

 

เยอรมนี ถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากมีสัดส่วนของมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก ระบบการรักษาพยาบาลของเยอรมนีเป็นระบบที่ทำควบคู่กันระหว่างภาครัฐและเอกชน ประชาชนในประเทศทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลฟรี และยังสามารถทำประกันสุขภาพของเอกชนเพื่อเพิ่มความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีกด้วย

 

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขของเยอรมนีได้ผลักดันกฎหมายหลายฉบับเพื่อทำให้ e-Health เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังทำให้ผู้ประกันตนในเยอรมนีทั้งหมดเข้าถึงบริการทางสุขภาพ รวมถึงเอกสารทางการแพทย์ได้ผ่านระบบ DIGA ซึ่งช่วยติดตามการรักษา และทำเรื่องชดเชยกรณีเจ็บป่วยได้ด้วย นอกจากนี้ยังมี Corona-Warn-App เป็นแอปพลิเคชันที่ทางเยอรมนีพัฒนาออกมาในช่วงโควิด-19 ที่นอกจากจะใช้ติดตามการใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อได้แล้ว ยังสามารถค้นหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโควิด-19 ได้ด้วย

 

● TraceTogether แจ้งเตือนข้อมูลผู้ติดเชื้อ พร้อมการกักตัว

 

สิงคโปร์ นับเป็นประเทศที่มีการบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากประเทศหนึ่งก็ว่าได้ เพราะมีระบบประกันสุขภาพตามกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก มีการรักษาแบบครอบคลุมตามกฎหมาย และรัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยประชาชนผู้ที่จะเข้ารับการรักษาต้องลงทะเบียน General Practitioner (GP) เป็นรายบุคคล

 

สำหรับการให้บริการด้านสุขภาพผ่านระบบดิจิทัล สิงคโปร์ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยต่อข้อมูลประชาชนอย่างมาก โดยออกแนวทางด้านกฏหมายบังคับใช้เพื่อลดภัยคุกคามทางดิจิทัล และจัดระเบียบข้อมูลต่างๆ รวมทั้งยังนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนผ่านระบบดิจิทัล โดยร่วมมือพัฒนาจากหลากหลายหน่วยงานของสิงคโปร์ และมีการจัดทำคำแนะนำการใช้งานโดยละเอียดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยพัฒนาระบบเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนต่อเนื่อง ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตโควิด-19 เปิดตัวแอปพลิเคชัน TraceTogether ที่ใช้สัญญาณบลูทูธ แจ้งเตือนให้ผู้ใช้แอปฯ ทราบถึงผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในบริเวณใกล้เคียง และประกาศเกี่ยวกับการกักตัวในสิงคโปร์ ผู้ที่ได้รับต้องอัปเดตตำแหน่งที่อยู่ของตนภายใน 1 ชั่วโมงผ่านตำแหน่ง GPS ของโทรศัพท์มือถือ

 

● covid-19 vaccination certificate ใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19

 

การรักษาพยาบาลของประเทศญี่ปุ่นถือว่าเข้าขั้นดีเยี่ยม เห็นได้จากอายุขัยของคนในประเทศที่ยืนยาวมากๆ ประเทศหนึ่ง โดยระบบสาธารณสุขของญี่ปุ่นสำหรับคนทำงานแบบเต็มเวลาเรียกว่า Social Health Insurance หรือ SHI หากอยู่นอกระบบ SHI ก็จะได้รับความคุ้มครองผ่านแผนประกันสุขภาพแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือ NHI แทน

 

เมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบกว่า 1 แสนล้านเยนเพื่อปฏิรูประบบข้อมูลที่จำเป็นต่อการปรับตัวเข้าสู่การเป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งเสริมการใช้ข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเพื่อการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิด AI Hospitals หรือโรงพยาบาล AI ขึ้น เพื่อทำให้การรักษา การเข้าพบแพทย์ การตรวจ การนำข้อมูลผู้ป่วยมาใช้ และการผ่าตัดเป็นไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกการทำงานของโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งนโยบายโรงพยาบาล AI ดังกล่าว รัฐบาลลงทุนงบไปกว่า 1 หมื่นล้านเยน

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีแอปพลิเคชัน  covid-19 vaccination certificate หรือ  ใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพียงกรอกเลข  My Number ที่เป็นเลขการระบุตัวตนที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนด แอปฯ ก็จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนทั้งหมด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ที่รัฐบาลสร้างขึ้นด้วย ทั้งนี้แอปพลิเคชันดังกล่าวยังรองรับแค่เพียงภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

 

● พัฒนาระบบ MOPH ID จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ไม่มีบัตรประชาชน

 

ย้อนไปปี 2559 ไทย เริ่มต้นเร่งสปีดนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบสาธารณสุขคลื่นแรก ผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพหรือ e-Health รองรับรัฐบาลดิจิทัล ในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ระยะ 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) โดยตั้งเป้าสร้างมาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพ และเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพสะดวก และง่ายมากที่สุด ร่วมด้วยช่วยให้การวินิจฉัยโรคเพื่อทำการรักษาได้อย่างแม่นยำมากที่สุด

 

เมื่อไทยเข้าถึง e-Health ได้มากขึ้นแล้ว แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดย่อมเป็นผู้รับบริการที่เข้าถึงแพทย์ได้ง่ายขึ้น และการจ่ายยาของเภสัชกรสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันหากมีขั้นตอนที่เหมาะสม และรัดกุมแล้ว อาจเกิดการสั่งยาผ่านระบบออนไลน์ และสามารถนำส่งให้เภสัชกรสั่งจ่ายยาให้ได้แม้แต่ยาควบคุมพิเศษก็ตาม

 

ล่าสุดจากข้อมูลยุทธศาสตร์สุขภาพดิจิทัล กระทรวงสาธารณสุข (2564– 2568) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำระบบ National Refer Data Exchange (nRefer) เพื่อเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล และติดตามสถานะการรักษา อีกทั้งยังเริ่มต้นพัฒนาระบบ MOPH ID เพื่อใช้แทนตัวบุคคลเพื่อความมีเสถียรภาพในการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยต่างด้าว หรือกลุ่มที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนด้วย

 

สำหรับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) หน่วยงานรัฐ ที่มุ่งยกระดับชีวิตคนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมมีเป้าหมายปี 2565 ในการขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์แก้ไขปัญหาของสังคมก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างมั่นใจ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำ e-Health มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรักษาพยาบาลในประเทศไทย

 

โดยล่าสุดเดือนมีนาคม 2565 เป็นต้นมา ETDA ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน และสภาอุตสาหกรรม พัฒนาระบบ MOPH Certificate ออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชัน  หมอพร้อม ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี Digital Signature หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะผ่านการเข้ารหัสลับที่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลได้อย่างปลอดภัย พร้อมส่งเสริมให้เกิดการใช้ในสถานประกอบการ ทั้งในสถานพยาบาลรัฐและเอกชน

 

นอกจากนี้ ETDA ยังทำหน้าที่หลักร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดูแลดังนี้

 

1. ร่วมให้คำแนะนำในการพัฒนาระบบออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล และกระบวนการออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และมีมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการนำใบรับรองแพทย์ดิจิทัลนี้ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. หน่วยงานที่ใช้ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและลายมือชื่อได้ ทำให้ระบบมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือตามมาตรฐานสากล ช่วยป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลและความเสียหายทางอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์

 

จากการปรับใช้ e-Health ของในแต่ละประเทศที่มีแนวทางแตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าล้วนเป็นแนวทางการดำเนินงานด้านสาธารณสุขที่เต็มไปด้วยข้อดีจำนวนมาก ดังนั้นหากดูเฉพาะ e-Health ในประเทศไทยแล้ว ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้คนไทยมั่นใจต่อการทำงานสาธารณสุขมากขึ้น รวมถึงมั่นใจรับการเปิดประเทศท่องเที่ยว จึงขอสรุปประโยชน์ e-Health ที่คนไทยจะได้รับทิ้งท้าย 10 ข้อ ไว้ดังนี้

 

1. เข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น มีความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และง่ายต่อการตรวจสอบ

2. ขยายขอบเขตการให้บริการทางด้านสุขภาพของประชาชนให้กว้างและครอบคลุมมากขึ้น

 

3. พัฒนาระบบการทำงานและศักยภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ให้มีความทันสมัย

4. ลดขั้นตอนในการทำงาน เกิดความสะดวกรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

5. เพิ่มคุณภาพการให้บริการประชาชน

6. ก่อให้เกิดการวิจัยสุขภาพทางดิจิทัล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วย

 

7. ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพโดยรวม

8. ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลรักษาได้ในที่ที่ปลอดภัย และทันท่วงที

 

9. นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เชื่อมโยง และทำการวิจัยเพื่อการศึกษาต่อไปได้

10. ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคอุตสาหกรรมของไทยและเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเจริญเติมโตอย่างยั่งยืน

 

อย่างไรก็ตาม ไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ก้าวหน้าทางการแพทย์ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบสาธารณสุข เพื่อเชื่อมต่อบริการให้ประชาชนได้รับประโยชน์ทางสุขภาพมากที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยคือ การให้ความสำคัญกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ที่จะเข้ามาช่วยให้การให้บริการมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในยุคที่ไม่ว่าอะไรก็รอไม่ได้เช่นนี้

 

และที่สำคัญอีกเรื่องคือ เมื่อทุกบริการต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน แน่นอนว่า ไม่ว่าหน่วยงานรัฐหรือเอกชน ต่างก็ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี สอดคล้องตามกฎหมาย เพื่อให้การขับเคลื่อนการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ เกิดการขยายวงกว้างในการใช้งานมากยิ่งขึ้นในอนาคต

LASTEST NEWS

TAG
5G LINE ประเทศไทย realme TikTok การลงทุน การศึกษา การเงิน ขนส่ง ค้าปลีก ชอปปิ้งออนไลน์ ดิจิทัล คอนเท็นต์ ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชัน ดีแทค ที่อยู่อาศัย ธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ นวัตกรรม นิสสัน ประเทศไทย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกันชีวิต ผลประกอบการ พลังงาน ยานยนต์ รถยนต์ รีเทล สโตร์ วิดีโอ สตรีมมิ่ง สมาร์ทโฟน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สุขภา่พ หัวเว่ย อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอสเอ็มอี เอไอเอส แต่งตั้งผู้บริหาร แอปพลิเคชัน โมบายล์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ โลจิสติกส์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้