ETDA พาสำรวจ 5 ประเทศต้นแบบรัฐบาลดิจิทัล พัฒนา e-Government สร้างบริการสุดล้ำเพื่อประชาชน

Spread the love

 

โลกแห่งเทคโนโลยีหมุนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วขึ้นทุกวัน ทุกประเทศต่างล้วนปรับตัวตามให้ได้ไวมากที่สุด ขณะที่ เทคโนโลยีก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชากรโลกเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในหลายๆ เรื่อง

 

ด้วยเหตุนี้ ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในฝั่งภาครัฐ ต่างปรับตัว และการให้บริการก้าวสู่โลกออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ด้วยรูปแบบการให้บริการที่หลายคนต่างคุ้นหู อย่าง e-Government หรือ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ คือ การจัดการบริการต่างๆ ของภาครัฐให้กับประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการติดต่อและขอรับบริการจากภาครัฐได้ง่าย รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการตรวจสอบ การจัดทำเอกสารสำคัญต่างๆ ที่ภาครัฐร้องขอ ที่สำคัญประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

 

สำหรับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) (Electronic Transactions Development Agency) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานภาครัฐมีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันและส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศดิจิทัล หรือ Digital Ecosystem ที่มั่นคงปลอดภัย น่าเชื่อถือ ทั้งระหว่างภาครัฐกับรัฐ ธุรกิจกับธุรกิจ หรือแม้แต่ภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อให้การทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เชื่อมโยงระบบข้อมูลได้อย่างคล่องตัวและช่วยให้ประชาชนได้รับการบริการจากแต่ละหน่วยงานได้อย่างสะดวก

 

พร้อมทั้งมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิด e-Government ขึ้น เพื่อยกระดับความสามารถของภาครัฐในการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย e-Government จะช่วยทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตรงจุด รวมถึงมีความโปร่งใสอีกด้วย

 

แต่ก่อนจะไปทราบว่าสถานการณ์ e-Government กับประเทศไทย ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร วันนี้จะขอพาทุกคนไปรู้จัก e-Government ในประเทศต่างๆ ว่าภาครัฐแต่ละประเทศมีการพัฒนาและผลักดันระบบดิจิทัลเพื่อให้บริการภาคประชาชนอย่างไรบ้าง โดยแต่ละประเทศมีการจัดอันดับจากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN)

 

● เดนมาร์ก ที่ 1 ของ e-Governance ในยุโรป

 

ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศในแถบยุโรปที่มีค่าเฉลี่ยของการเป็น e-Government สูงสุดในภูมิภาคยุโรป และมีค่าเฉลี่ยในการเป็น e-Government สูงที่สุดจาก 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561

 

โดยเดนมาร์กมีการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล มุ่งเน้นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับระบบของหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น และริเริ่มโครงการต่างๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เดนมาร์กมีนโยบายที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ มากกว่า 100 รายการอย่างง่ายดายและปลอดภัย ผ่านการขับเคลื่อนโดย Digital Key ในชื่อ NemID ที่ใช้เข้าถึงบริการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนในทุกแพลตฟอร์ม เปรียบเสมือนเป็นกล่องจดหมายที่ปลอดภัยในการสื่อสารระหว่างรัฐและประชาชนในประเทศ

 

เดนมาร์กมีการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่เมื่อปี 2511 โดยให้ประชาชนทุกคนในเดนมาร์กลงทะเบียนในฐานข้อมูลกลาง หรือ Central Person Register (CPR) ก่อนเริมผลักดันเข้าสู่ระบบดิจิทัลในปี 2544 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของ e-Government ในเดนมาร์ก

 

โดยได้มีการสร้างลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานทุกแห่งที่จำเป็นต้องใช้อีเมลในการทำงาน และเริ่มสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลในที่ทำงานกัน จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2554 ที่กำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องมี Digital Post ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐและประชาชนบนช่องทางออนไลน์ ส่วนในภาคธุรกิจก็มีการบังคับใช้ Digital Post เช่นเดียวกัน

 

● ‘เกาหลีใต้’ ตัวท็อปฝั่งเอเชีย ด้าน e-Government

 

เกาหลีใต้ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในฝั่งเอเชียที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างเห็นได้ชัด โดยมีค่าเฉลี่ยการเป็นรัฐบาลดิจิทัลสูงเป็นอันดับ 2 ในดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นผู้นำด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในการบริหารจัดการภาครัฐ ในปี 1998 กระทรวงการปกครองและมหาดไทยได้ออกวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์เกี่ยวกับ e-Government ในศตวรรษที่ 21 ตั้งเป้าสู่การเป็นรัฐบาลที่มีคุณภาพสูงในการส่งมอบบริการบนนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ประชาชนในประเทศ

 

โดยแผนดังกล่าว ได้มีการจัดให้มีหน่วยงานแบบ One-Stop Service เพื่อบริการประชาชนในทุกที่ทุกเวลา อย่างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมผลักดันการบริการแบบ Non-Stop Service ที่ไม่หยุดนิ่ง ทั้งยังมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลกันอย่างสมบูรณ์ด้วย

 

สำหรับ e-Government ที่ทางเกาหลีใต้บริการประชาชนในประเทศมีหลากหลายรูปแบบ ในส่วนของงานราชการ งานเอกสารถูกเชื่อมต่อกันไว้ด้วย Government Superhighway Network หรือ GSN เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดถูกเชื่อมโยงกัน และเข้าถึงได้ง่ายผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

 

โดยพยายามสร้างระบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ได้มากที่สุด ทั้งยังมีบริการที่หลากหลาย อาทิ ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการประกันสุขภาพ และระบบการขอสิทธิบัตรทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ภาครัฐที่มีบริการเพื่อประชาชน แต่ภาคเอกชนก็เข้าร่วมเช่นกัน

 

● เอสโตเนีย การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ e-Government ใน เอสโตเนีย

จากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของประเทศเอสโตเนีย โดยในปี 2018 ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศเอสโตเนียอยู่ในอันดับที่ 16 และในปี 2020 ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศเอสโตเนียอยู่ในอันดับที่ 3 ถือว่าเป็นการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เอสโตเนียถือเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กในทวีปยุโรป มีประชากร 1.3 ล้านคน แต่กลับก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสังคมดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

 

สำหรับระบบ e-Government ของเอสโตเนีย ถือได้ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะข้อมูลภาครัฐมีการเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์และครอบคลุมในทุกๆ ด้าน จึงนับว่าเป็นต้นแบบของอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก เอสโตเนียใช้เวลาพัฒนาระบบการทำงานของ e-Government ในประเทศถึง 17 ปี นับตั้งแต่ประกาศเอกราช

 

มีการปรับปรุงการทำงานและการให้บริการของภาครัฐโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐได้ง่ายผ่านเว็บไซต์ e-Government ของเอสโตเนีย แสดงให้เห็นว่าการให้บริการภาครัฐของเอสโตเนียนั้น ร้อยละ 99 เป็นแบบออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวเอสโตเนียเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ง่ายมี 2 ประการหลักๆ คือ การส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยมีการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์บริการภาครัฐผ่านการยืนยันตัวตนด้วย Electronic-ID และอีกปัจจัย คือ ความโปร่งใส ซึ่งเอสโตเนียมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เข้ามาใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในเรื่องความโปร่งใส โดยข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูปแบบของดิจิทัลและประวัติทั้งหมดไม่สามารถถูกลบออกได้

 

● สิงคโปร์ มาแรงแซงหน้าคว้าที่ 1 e-Government ในอาเซียน

 

สำหรับในอาเซียนเรานั้น สิงคโปร์ ถือเป็นที่ 1 ใน ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน อยู่อันดับที่ 2 ของทวีปเอเชียและอันดับ 11 ของทั่วโลก ประเทศสิงคโปร์มีแนวคิดที่จะทำให้ประเทศเป็น Smart Nation ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตั้งแต่วันที่เริ่มก่อตั้งประเทศ รัฐบาลสิงคโปร์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัยทัดเทียมนานาชาติ โดยมีประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกระดับการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนสามารถทำได้อย่างสะดวกและปลอดภัยผ่าน Nation Digital Identity

 

นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้เกิดระบบ E-Payments เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินเป็นไปได้ง่ายและทั่วถึง พร้อมสร้างฐานข้อมูลเป็นฐานข้อมูลเดียวจัดเก็บในรูปแบบ Big Data เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ กำหนดทิศทางนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด

 

ในปี 2023 สิงคโปร์มีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น e-Government มากขึ้น โดย 70% ของระบบราชการจะต้องอยู่บนคลาวด์ ข้าราชการทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องดิจิทัล ทุกกระทรวงจะต้องมีโครงการปัญญาประดิษฐ์อย่างน้อย 1 โครงการเพื่อให้บริการ หรือสร้างนโยบาย และการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานต้องใช้เวลาแค่ไม่เกิน 7 วันทำการ โดยทุกกระทรวงจะต้องเสนอแผนในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการผลักดันงานภายในรัฐบาลด้วย

 

● ‘ไทย’ มุ่งสู่การเป็น e-Government ไต่อันดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เข้าสู่การเป็น e-Government มาได้ระยะหนึ่งแล้ว และดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ก็ไต่อันดับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดจากปี 2018 อยู่อันดับที่ 73 และในปี 2020 ขึ้นมาอันดับที่ 57 ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานของรัฐก็ได้เดินหน้าพัฒนาองค์กรก้าวสู่การเป็น e-Government อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริการประชาชนสะดวก และรวดเร็วมากที่สุด

 

ไม่ว่าจะเป็น ระบบ e-LandsAnnoucement ระบบเผยแพร่ประกาศสำนักงานที่ดินเพื่อการรักษาสิทธิ์ในที่ดินของประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบ Tax Single Sign On ที่มีการยืนยันตัวตนแบบ One-Time Password (OTP) เพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นระบบ e-Service ด้านภาษีของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ภายใต้กระทรวงการคลัง และระบบ SSO Connect ของสำนักงานประกันสังคม ที่ใช้สร้างบัตรประกันสังคมแบบเสมือน เพื่อให้บริการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกันตน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอยู่บนพื้นฐานที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มค่า อีกทั้งมีการขับเคลื่อนบุคลากรภาครัฐเข้าสู่การเป็น e-Government รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการทำงานในองค์กร เทคโนโลยี และกฎระเบียบ เพื่อยกระดับงานบริการของภาครัฐให้ตรงกับความต้องการของประชาชนที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

ในการขับเคลื่อนรัฐบาลสู่ ‘รัฐบาลดิจิทัล’ หรือ e-Government ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องนี้ มีหน่วยงานหลักสำคัญ นำโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของระบบรัฐบาลดิจิทัล ที่ทำหน้าที่ให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานภาครัฐ และประชาชน ทั้งในด้านความสะดวกและรวดเร็วจากระบบที่มีการเชื่อมโยงกันเป็นบริการแบบ One-Stop Service รวมถึงมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ผ่านข้อมูลเปิดภาครัฐ หรือ Open Government Data of Thailand

 

ขณะเดียวกัน ETDA ร่วมเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อน e-Government ตามแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564 – 2565 ที่มุ่งยกระดับทุกภาคส่วนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านการดำเนินงานที่ส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อให้เกิดการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มั่นคงปลอดภัย และน่าเชื่อถือ ด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย

 

เห็นได้จากผลสำรวจโดย ETDA ที่พบว่า ในปี 2564 มูลค่าอีคอมเมิร์ซของไทยมีแนวโน้มการเติบโตสูงถึง 4.01 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6.11% จากปี 2563 จากการที่รัฐบาลได้มุ่งส่งเสริมและผลักดันในการวางสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

 

นอกจากนี้ในปี 2565 ETDA ยังได้เดินหน้าขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ เร่งเปลี่ยนผ่านบริการแบบเดิมสู่บริการแบบดิจิทัลให้เกิดขึ้นในภาครัฐอย่างเข้มข้น เช่น การสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน Digital Signature การขยายระบบ e-Saraban ไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันมากขึ้น รวมถึงกำกับและดูแลธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Service) เดินหน้าผลักดันให้เกิดการบังคับใช้ (ร่าง) พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. … เหล่านี้มิใช่เพียงส่งผลดีในแง่บริการประชาชนเท่านั้น แต่จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะช่วยขยายการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง

LASTEST NEWS

TAG
LINE ประเทศไทย TikTok กลุ่มทรู การศึกษา การเงิน ขนส่ง ค้าปลีก ชอปปิ้งออนไลน์ ซัมซุง ดีแทค ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) ธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ นวัตกรรม นิสสัน ประเทศไทย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกันชีวิต ผลประกอบการ พลังงาน ยานยนต์ รถยนต์ รีเทล สโตร์ วิดีโอ สตรีมมิ่ง สมาร์ทโฟน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สุขภา่พ หัวเว่ย อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอสเอ็มอี เอไอเอส แต่งตั้งผู้บริหาร แอปพลิเคชัน โมบายล์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ โลจิสติกส์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้