กลุ่มทรู ชูผลงานการบริหารต้นทุนดีต่อเนื่องทำให้ EBITDA ทรงตัว ฐานลูกค้าเติบโต ผู้ใช้ทรูไอดีกว่า 30 ล้านราย

Spread the love

 

กลุ่มทรู รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีรายได้รวม 35,138 ล้านบาท และรายได้จากการให้บริการ 25,903 ล้านบาท โดยการแพร่ระบาดโอมิครอนระหว่างไตรมาสและความกังวลจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้รายได้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงร้อยละ 2 ขณะที่ทรูมูฟ เอช ลดลงเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ดีกว่าผู้ประกอบการอื่นในอุตสาหกรรม

 

 

อย่างไรก็ตามด้วยมาตรการบริหารต้นทุนที่รัดกุมและเพิ่มประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทำให้ค่าใช้จ่ายยังคงลดลง (ลดลงร้อยละ 8 จากไตรมาส 1 ของปีก่อน และร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน) ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ทรงตัว (+0.1%) เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ 14,074 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไร EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ (EBITDA margin) ที่ร้อยละ 54 ในไตรมาส 1 ปี 2565

 

ในขณะที่ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายสูงขึ้นจากการเร่งขยายโครงข่าย 5G ให้ครอบคลุมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้บริการสูงสุดให้กับผู้บริโภค รวมถึงขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน กดดันความสามารถในการทำกำไรในไตรมาสแรกของปี 2565

 

กลุ่มทรู เดินหน้าสร้างมาตรฐานโครงข่ายโทรคมนาคมและดิจิทัลที่เหนือกว่า พร้อมเพิ่มประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้าด้วยการดูแลลูกค้าแบบเชิงรุกทั้งก่อนและหลังการขายอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้นำศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ทั้งการนำเสนอสินค้าและบริการแบบเฉพาะเจาะจง (personalization) ให้ตรงใจทุกเจนเนอเรชั่นมากที่สุด ด้วยช่องทางที่ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และบริการสินเชื่อทางการเงินในการซื้อสินค้า

 

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มทรู ยังคงเดินหน้านำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า เทคโนโลยีบล็อกเชน คลาวด์ Internet of Things (IoT) และหุ่นยนต์ เร่งการเติบโตกลุ่มธุรกิจดิจิทัลใหม่ รวมถึงการลงทุนและสนับสนุนสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กลุ่มทรูนำหน้าอุตสาหกรรมไปอีกขั้น อันจะนำไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคดิจิทัลใหม่อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าแก่สังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในขณะเดียวกัน

 

นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2565 นับเป็นอีก 1 ปีที่สำคัญของกลุ่มทรูในการต่อยอดสู่การเป็นเทคคอมปานีอย่างเต็มตัว ทั้งการเสริมศักยภาพเครือข่ายอัจฉริยะ 5G และไฟเบอร์ นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันดิจิทัลที่ครอบคลุมหลากหลายไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการขยายระบบนิเวศและความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเสริมสร้างช่องทางการเข้าถึงของผู้ใช้บริการ ด้วยตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการให้บริการที่สมบูรณ์ในยุคดิจิทัลและจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความโดดเด่นและเหนือกว่ายิ่งขึ้น

 

อีกทั้งยังมีการนำศักยภาพการวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัยของกลุ่มทรู และการจัดกลุ่มลูกค้าด้วยระบบฐานข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้างความแตกต่างให้ลูกค้ากลุ่มทรูได้รับสิทธิพิเศษแบบเฉพาะเจาะจง (personalization) ตรงใจแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น รวมถึงบริการอื่นๆ ที่รวดเร็วและเหนือความคาดหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มทรูได้อย่างเข้มแข็งและสร้างรายได้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สิ้นสุดลงและสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังส่งผลต่อความกังวลในทุกภาคส่วน และกดดันผลประกอบการของหลายอุตสาหกรรมรวมถึงโทรคมนาคม

 

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงอีกหนึ่งความท้าทายที่เราต้องเผชิญและก้าวผ่านให้ได้เช่นเดียวกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่กลุ่มทรูได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ด้วยความทุ่มเทพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง ผนึกกำลังเต็มความสามารถเพื่อสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ใช้บริการ สนับสนุนองค์กรต่างๆ และประเทศไทยมาโดยตลอด

 

นางสาวยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ยังคงชะลอตัวและกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค มีผลต่อ ARPU และรายได้ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาส 1 ปี 2565 อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นบริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มทรูสามารถรักษา EBITDA ไว้ที่ระดับ 14,074 ล้านบาท ในขณะที่ ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นตามการขยายและเพิ่มคุณภาพโครงข่าย 5G ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี

 

อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทของพนักงานทุกคนในบริษัทเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนและองค์กรให้ตอบรับกับความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการ ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงินและบริหารจัดการกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ผลประกอบการของกลุ่มทรูเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่ Stakeholder ของกลุ่มทรู

 

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ประกอบกับการแข่งขันในตลาด กดดันรายได้จากการให้บริการและ ARPU ในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทรูมูฟ เอช มีรายได้จากการให้บริการ 19,676 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2565 โดยมีฐานผู้ใช้บริการ 5G ที่เติบโตแข็งแกร่งเป็น 2.6 ล้านราย ส่งผลให้ทรูมูฟ เอช มีฐานผู้ใช้บริการรวม 32.6 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้บริการแบบรายเดือน 11.2 ล้านรายและผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน 21.4 ล้านราย

 

ฐานลูกค้าที่เติบโตแข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงข่าย 5G และการเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่มทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเพลิดเพลินไปกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดื่มด่ำกับประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ 5G อัจฉริยะเสมือนจริงกว่า 200 คอนเทนต์ในรูปแบบ XR/VR ผ่านแพ็กเกจ True 5G Xclusive และการให้บริการสินเชื่อทางการเงินผ่านบริการ  True Pay Next ผนึกกำลังกับ Ascend Nano

 

นอกจากนี้ ด้วยความโดดเด่นด้านนวัตกรรมโซลูชันที่กลุ่มทรูพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงข่าย 5G ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าองค์กรในฐานะผู้นำที่เป็น First Mover 5G สามารถขยายระบบนิเวศ 5G ไปในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท บี.กริมเพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) ในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจพลังงาน อันจะนำไปสู่การสร้างอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในอนาคต

 

ทรูออนไลน์ มีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์เพิ่มสูงขึ้นกว่า 90,100 รายในไตรมาส 1 ปี 2565 ขยายฐานผู้ใช้บริการรวมเป็นทั้งสิ้น 4.7 ล้านราย รายได้จากการให้บริการบรอดแบนด์อยู่ที่ 7,318 ล้านบาท ขณะที่ ARPU ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม

 

การได้รับรางวัล  สุดยอดแบรนด์ของโลกแห่งปี 2021-2022  สาขาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ จาก World Branding Forum ประเทศอังกฤษ เป็นสมัยที่ 5 ติดกัน สะท้อนความมุ่งมั่นทุ่มเทของทรูออนไลน์ ในการยกระดับมาตรฐานใหม่สำหรับบริการบรอดแบนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้บริการเน็ตบ้านที่มีคุณภาพเทียบชั้นมาตรฐานโลก พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าครบทุกด้านทั้งการติดตั้งและแก้ปัญหาฉับไวใน 24 ชั่วโมง ด้วยช่างผู้เชี่ยวชาญ และระบบ AI ตอกย้ำความเป็นผู้นำเน็ตบ้านไฟเบอร์ อันดับ 1 ของคนไทย

 

ทรูออนไลน์ จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดบรอดแบนด์ ด้วยนวัตกรรมสินค้าและข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะ ผสานไอโอที ดีไวซ์และคอนเทนต์ความบันเทิง ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตที่เพิ่มขึ้นให้กับทรูออนไลน์ต่อไป

 

ทรูวิชั่นส์ มีรายได้จากการให้บริการ 2,378 ล้านบาท ท่ามกลางความนิยมในการรับชมสตรีมมิ่งคอนเทนต์และผ่านแพลตฟอร์ม OTT ที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ดีจากการกลับมาสมัครใช้บริการทรูวิชั่นส์อย่างต่อเนื่องในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ทั้งนี้ ทรูวิชั่นส์จะมุ่งสร้างการเติบโตด้วย TrueVisions NOW บริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ที่ลูกค้าสามารถรับชมคอนเทนต์คุณภาพได้ทุกเวลา

 

พร้อมการผนึกกำลังกับทรูไอดี แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยเฉพาะคอนเทนต์กีฬา ซีรีส์เอเชีย และคอนเทนต์ระดับโลกยอดนิยมอีกมากมาย รวมถึงจะมุ่งเพิ่มประสบการณ์การรับชมและใช้งานของลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW ให้ดียิ่งขึ้น ตอบรับกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัลนี้

 

ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลทรูไอดี มุ่งเน้นเพิ่มความหลากหลายด้านความบันเทิงด้วยคอนเทนต์กีฬาและซีรีส์จำนวนมาก ทำให้ใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ทรูไอดีมีรายได้เติบโตถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยจำนวนผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 30 ล้านราย มียอดรับชมคอนเทนต์วีดิโอต่อเดือนโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 93 เป็น 459 ล้านครั้ง และจำนวนการซื้อคอนเทนต์ด้านความบันเทิงเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 75 เป็น 760,000 ครั้ง เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1 ของปีก่อน

 

นอกจากนี้ ลูกค้ากล่องทรูไอดี ทีวี เติบโตต่อเนื่องเป็น 3.2 ล้านกล่อง ขณะเดียวกัน ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันทรูไอดีสำหรับผู้ใช้งานในต่างประเทศจำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

 

สำหรับธุรกิจดิจิทัลโซลูชันมีการเติบโตอย่างมาก จากนวัตกรรมบ้านอัจฉริยะ (Smart Living) การเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connectivity) และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) อีกทั้งยังขยายธุรกิจ Digital Guest Solution ได้อย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ของธุรกิจดิจิทัลโซลูชันเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 73 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2564 นอกจากนี้ ธุรกิจดิจิทัล เฮลท์ ได้เปลี่ยนชื่อและปรับโฉมแอปพลิเคชัน ทรู เฮลท์ เป็นแอปพลิเคชัน  หมอดี โดยมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือนเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าหลังจากการปรับโฉมใหม่นี้

LASTEST NEWS

TAG
5G LINE ประเทศไทย realme TikTok การลงทุน การศึกษา การเงิน ขนส่ง ค้าปลีก ชอปปิ้งออนไลน์ ดิจิทัล คอนเท็นต์ ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชัน ดีแทค ที่อยู่อาศัย ธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ นวัตกรรม นิสสัน ประเทศไทย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกันชีวิต ผลประกอบการ พลังงาน ยานยนต์ รถยนต์ รีเทล สโตร์ วิดีโอ สตรีมมิ่ง สมาร์ทโฟน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สุขภา่พ หัวเว่ย อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอสเอ็มอี เอไอเอส แต่งตั้งผู้บริหาร แอปพลิเคชัน โมบายล์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ โลจิสติกส์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้