เอ็นไอเอเพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหารไทยผ่านการปั้นฟู้ดเทคสตาร์ทอัพ เดินหน้าความร่วมมือพันธมิตรปั้นแบรนด์ ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์ ให้กรุงเทพฯ ผ่านโปรเจกต์สเปซ-เอฟ

Spread the love

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จํากัด เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์กรุงเทพมหานครสู่ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์ จัดงาน   SPACE-F batch 3 Accelerator Demo Day นำเสนอผลงานสตาร์ทอัพที่ผ่านการเร่งการเติบโตในรุ่นที่ 3 ภายใต้โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SPACE-F ซึ่งมุ่งสนับสนุนนวัตกรรมอาหารใน 9 เทรนด์หลัก

 

อาทิ การผลิตโปรตีนทางเลือก การพัฒนาบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต การคิดค้นส่วนผสมและสูตรอาหารใหม่ นอกจากนี้ ยังเผยธุรกิจดีพเทคด้านอาหารและเกษตรยังเติบโตต่อเนื่อง สวนกระแสธุรกิจแพลตฟอร์ม – ด้านดิจิทัลที่มีการหดตัวสูงถึงร้อยละ 60 และจากการที่ประเทศไทยมีบริษัทและกลุ่มธุรกิจด้านอาหารที่ที่เข้มแข็ง ทำให้ตลาดระดับโลกที่สนใจเข้ามาลงทุนในกลุ่ม ฟู้ดเทคสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยลดปัญหาต้นทุนด้านอาหารที่ยังคงมีความผันผวน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า NIA ยังคงเดินหน้าผลักดันสตาร์ทอัพด้านอาหาร โดยได้ดำเนินโครงการ SPACE-F ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับจุดเด่นของประเทศไทยในฐานะการเป็น  ครัวโลก ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมมาช่วยยกระดับให้อุตสาหกรรมอาหารเติบโต และช่วยผลักดันสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมอาหารให้มีคุณภาพ และมีความหลากหลาย โดยจะเน้นการพัฒนานวัตกรรมอาหารโลกใน 9 เทรนด์หลัก

 

ได้แก่ การพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ การผลิตโปรตีนทางเลือก กระบวนการผลิตอาหารอัจฉริยะ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต การคิดค้นส่วนผสมและสูตรอาหารใหม่ การพัฒนาวัสดุชีวภาพและสารเคมี เทคโนโลยีการบริหารจัดการร้านอาหาร การตรวจสอบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร และบริการอัจฉริยะด้านอาหาร

ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว NIA จะมีบทบาทเป็น  Focal Facilitator หรือผู้เชื่อมโยงเครือข่ายในการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยโครงการนี้ถือเป็นการร่วมมือกันของพันธมิตรทั้งจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ทำให้โครงการนี้มีจุดแข็งสามารถดึงดูดสตาร์ทอัพต่างชาติมาร่วมโครงการได้

 

อย่างไรก็ตาม SPACE-F จะไม่ได้เน้นเพียงสตาร์ทอัพประเภทแพลตฟอร์ม เช่น ฟู้ดเดลิเวอรี่ แต่ยังเน้นด้านเทคโนโลยีเชิงลึกหรือ DeepTech เป็นสำคัญ เพื่อมุ่งต่อยอดงานวิจัยให้ใช้ประโยชน์ได้จริง และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้แก่ประเทศ

 

สำหรับปีนี้มี สตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการ 16 ราย แบ่งเป็นโปรแกรมเร่งการเติบโต หรือ Accelerator 8 ราย ได้แก่ EnerGaia –โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพจากสไปรูลิน่า POTENT – สารสกัดจากเห็ดป่าสำหรับปรุงเครื่องดื่ม WeavAir – การเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีเซนเซอร์และ IoT เพื่อควบคุมการเน่าเสียของอาหาร Nabsolute – ไบโอโพลีเมอร์ดัดแปลงในระดับนาโน Jamulogy – เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพสไตล์อินโดนีเซีย More Meat – โปรตีนจากพืชทำจากเห็ดแครงและโปรตีนถั่วเหลือง eniferBio – โปรตีนถั่วเหลืองเข้มข้นจากผลพลอยได้ในกระบวนการผลิต Mi Terro – บรรจุภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรย่อยสลายได้

 

และโปรแกรมบ่มเพาะ หรือ Incubator 8 ราย และ 2 ปีที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพจบจากโครงการแล้ว 33 ราย มีสตาร์ทอัพที่ได้รับทุนจาก NIA ได้รับการลงทุนจากไทยยูเนี่ยน และที่อื่น ๆ รวมถึงได้รับโอกาสในการต่อยอดการทำธุรกิจอีกมากมาย นั่นแปลว่าเราได้เพิ่มโอกาสและศักยภาพให้สตาร์ทอัพในระบบนิเวศเพิ่มขึ้นถึง 49 ราย

“หากมองดูภาพรวมด้านการลงทุนของสตาร์ทอัพทั่วโลก จะพบว่าธุรกิจที่เป็นดีพเทคด้านอาหารและเกษตรยังเติบโตต่อเนื่อง สวนกระแสธุรกิจแพลตฟอร์ม – ด้านดิจิทัลที่มีการหดตัวสูงถึงร้อยละ 60 ซึ่งประเทศไทยมีบริษัทและกลุ่มธุรกิจด้านอาหารที่มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง

 

นอกจากนี้ ยังมีตลาดระดับโลกที่สนใจเข้ามาลงทุนในกลุ่มฟู้ดเทคสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การมีสมาร์ทวีซ่าจะช่วยดึงบริษัทด้านอาหารมาเป็นนักลงทุนและทำให้การเชื่อมโยงการลงทุนในระดับนานาชาติคึกคักมากขึ้น และเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่อยากจะลงทุนด้านอาหารในประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายของ SPACE-F ที่ต้องการทำให้กรุงเทพเป็นฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์ (FoodTech Silicon Valley)”

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาราคาน้ำมันพลังงานโลก และภาวะสงครามรัสเซีย – ยูเครน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารของทั่วโลกได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่ประเทศไทยวัตถุดิบด้านการเกษตร อาหารที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคต่างก็ปรับราคาสูงขึ้น

 

ปัจจัยดังกล่าวส่งเสริมให้ฟู้ดเทคสตาร์ทอัพที่ทำเรื่องของแพลนต์เบสต์มีท หรือวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการทำฟาร์มในเมืองมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นในปี 2022 – 2023 เพราะสามารถตอบโจทย์เรื่องวิถีชีวิตภายในเมืองหรือสภาวะทางเศรษฐกิจที่ผันผวนได้

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญปัญหาด้านต้นทุนอาหารและการขนส่งราคาสูง ผลผลิตออกไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงการทำต้องอาศัยโลจิสติกส์และพลังงานที่หลากหลาย ดังนั้นหากสตาร์ทอัพในเมืองสามารถปลูกหรือผลิตอาหารในเมือง หรือพัฒนาโปรตีนที่มาจากโปรตีนทางเลือกได้ โอกาสการขยายตลาดจะมีมากขึ้นเพราะสามารถตอบคำถามด้านการเปลี่ยนแปลงของเมือง รวมถึงการลดโอกาสด้านขาดแคลนวัตถุดิบ

LASTEST NEWS

TAG
5G LINE ประเทศไทย realme TikTok การลงทุน การศึกษา การเงิน ขนส่ง ค้าปลีก ชอปปิ้งออนไลน์ ดิจิทัล คอนเท็นต์ ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชัน ดีแทค ที่อยู่อาศัย ธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ นวัตกรรม นิสสัน ประเทศไทย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกันชีวิต ผลประกอบการ พลังงาน ยานยนต์ รถยนต์ รีเทล สโตร์ วิดีโอ สตรีมมิ่ง สมาร์ทโฟน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สุขภา่พ หัวเว่ย อสังหาริมทรัพย์ อีคอมเมิร์ซ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอสเอ็มอี เอไอเอส แต่งตั้งผู้บริหาร แอปพลิเคชัน โมบายล์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ โลจิสติกส์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้