รีวิว Ford Everest WILDTRAK เดินทางไกลสบาย ครบเครื่องที่สุดในเซ็กเมนต์

Spread the love

 

รถที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่รถที่มียอดขายสูงสุด น่าจะเป็นคำนิยามที่พูดถึง Ford Everest ได้เป็นอย่างดี เพราะรถอเนกประสงค์คันนี้มีออปชันที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัย รวมไปถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ดีกว่าคู่แข่ง แต่กลับมียอดขายอยู่ในลำดับที่ 3 ของตลาดรถพีพีวีเมืองไทย

 

จุดเด่นของ Ford Everest ตั้งแต่รุ่นแรก ๆ คือ การอัดออปชันที่ครบเครื่อง ทั้งเรื่องของการอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัย ที่ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะรถหรูราคาแพง เช่นเดียวกับรุ่นล่าสุดนี้ก็มีไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลําแสงไฟอัตโนมัติ ระบบป้องกันไฟแยงตา ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Active Parking Assist

 

ระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ Evasive Steer Assist ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน AEB with Pedestrian Detection ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด BSIS with CTA & Braking ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ROM ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน Post-Impact Braking

 

ระบบที่กล่าวถึงเหล่านี้เราจะได้เห็นในรถหรูยุโรปรุ่นท็อปเป็นส่วนใหญ่ แต่รถในระดับราคาไม่ถึง 2 ล้านบาทนั้น ก็น่าจะมีแค่ฟอร์ดแบรนด์เดียวที่ให้มากขนาดนี้ และเราจะไม่ได้เห็นจากบรรดารถญี่ปุ่นคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกันอย่างแน่นอน แม้จะตั้งราคาใกล้เคียงกันหรือแพงกว่า แค่หลังคา Panoramic Moonroof ก็ไม่มีใครให้มาแล้ว

 

 

ออปชันบางอย่างสำหรับบางคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น แต่ถ้าต้องจ่ายในราคาที่ใกล้เคียงกันแล้วได้สิ่งที่ดีกว่า บางทีก็ต้องกลับมาคิดเหมือนกันนะ

 

 

Ford Everest WILDTRAK ที่เราได้นำมาทดสอบกันในครั้งนี้ เป็นรุ่นท็อปสุดของ Ford Everest เหมาะสำหรับคนที่ชอบความแตกต่างที่มากกว่ารุ่นท็อปตัวปกติ จึงมีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมอย่าง ชุดกันชนหน้าแบบ Wildtrak ชุดกันชนหลังแบบ Wildtrak ล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว ลายใหม่ คิ้วซุ้มล้อสีเทาดำ กระจกมองข้างสีเทาดำ ราวหลังคาสีเงินแบบลอยตัว ภายในตกแต่งด้วยหนังสีดำ เดินตะเข็บด้ายสีส้ม โลโก้ Wildtrak

 

โดย Ford Everest 2.0 Bi-Turbo Wildtrak 10AT 4×4 ราคาในขณะนี้อยู่ที่ 1,922,000 บาท เพิ่มขึ้นจากรุ่นท็อปอย่าง Ford Everest 2.0 Bi-Turbo Titanium+ 10AT 4×4 อยู่ที่ 25,000 บาท แต่ถ้าเทียบกับออปชันหล่อที่เพิ่มขึ้นมาเรียกได้ว่าเพิ่มอีกนิด หล่อขึ้นอีกเยอะ

 

ขนาดและมิติตัวถังเรียกได้ว่าใหญ่กว่าคู่แข่งอยู่นิดหน่อย โดยมีความยาว 4,914 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,923 มิลลิเมตร ความสูง 1,842 มิลลิเมตร และความยาวฐานล้อ : 2,900 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดใต้ท้องรถที่สูงได้ใจ 227 มิลลิเมตร ลุยน้ำท่วมได้แบบสบาย ๆ

 

 

แน่นอนว่าทางด้านสมรรถนะเครื่องยนต์นั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นปกติตัวท็อป โดยยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี พ่วงระบบอัดอากาศ Bi-Turbocharged พร้อม Intercooler ให้กำลังสูงสุด 210 แรงม้า (PS) ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,000 รอบ/นาที ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ Euro 4

 

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อมคันเกียร์ไฟฟ้า Electronic Shifter ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time 4WD รองรับน้ำมันสูงสุด B20 ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร

 

พละกำลังเครื่องยนต์ไม่ได้จี๊ดจ๊าดแบบกระบะบ้าพลัง หรือคู่แข่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า แต่ไม่ใช่ไม่แรง รับรองได้ว่าแข่งก็ไม่แพ้ใคร แต่พละกำลังจะมาเรื่อย ๆ แบบต่อเนื่องตามเท้าที่กดลงไปมากกว่า เป็นการไต่ความเร็วแบบผู้ดี ๆ หน่อย ไม่กระโชกโฮกฮาก อัตราเร่งแซงในทุกรอบความเร็วไว้ใจได้ กดคันเร่งเมื่อไรม้าที่มีพร้อมใช้เสมอ

 

ด้านการปีนป่ายในถนนที่ไม่เรียบให้การตอบสนองที่ดีไม่ต้องรีรอ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time 4WD ที่สามารถเลือกปรับได้ 6 โหมด จากสวิตช์หมุนที่อยู่ด้านหลังคันเกียร์ประกอบไปด้วย โหมด NORMAL สำหรับการใช้งานทั่วไปแบบปกติ ECO เปลี่ยนเป็นเกียร์สูงเร็วขึ้น ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ ลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

 

โหมด TOW/HAUL ปรับการทำงานของเกียร์ ให้อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงบิดในการลากจูง โหมด SLIPPERY ปรับการทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์ คันเร่งตอบสนองช้าลง และเปลี่ยนเป็นโหมดการขับขี่ 4H ให้อัตโนมัติ

 

โหมด MUD & RUTS เปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อน 4H อัตโนมัติเหมือน SLIPERY แต่ยอมให้ล้อหมุนอย่างเต็มที่ พร้อมปิด Traction Control และเปิดการทำงานของ Rear Diff-lock ให้อัตโนมัติ โหมด SAND ระบบขับเคลื่อนยังอยู่ที่ 4H และ Rear Diff-lock ทำงานอยู่ พร้อมปรับการตอบสนองของระบบควบคุมสเถียร์ภาพการทรงตัวให้จับไวขึ้น (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

 

 

ด้านการลุยแบบสมบุกสมบันสำหรับการทดสอบในทริปนี้ไม่ได้ลองกัน เพราะเน้นการใช้งานจริงแบบขนทั้งคนทั้งของ แต่ถ้าให้ลุยกันจริง ๆ แล้ว ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ก็สามารถตอบสนองได้แบบสบาย ๆ

 

ระบบกันสะเทือน ด้านหน้า เป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง ช็อกอัพ Twin-tube และเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบ Watt-link พร้อมคอยล์สปริง ช็อกอัพ Twin-tube และเหล็กกันโคลง ให้ความรู้สึกในการขับขี่แบบสบาย ๆ ทั้งความเร็วต่ำและความเร็วปานกลาง ส่วนความเร็วสูงก็มั่นใจได้ แต่สำหรับสายซิ่งอาจจะต้องปรับโช๊คกันสักหน่อย และด้วยความที่ตัวรถสูงซิ่งมากเกินไปก็อาจจะไม่เหมาะสักเท่าไรนัก

 

ระบบเบรก ด้านหน้า เป็นจานเบรก แบบมีครีบระบายความร้อน (Ventilated Discs) ด้านหลัง เป็นจานเบรก แบบ Solid ธรรมดา เบรกหนึบมั่นใจ ไว้ใจได้ ในทุกย่านความเร็ว

 

สำหรับออปชันเด่น ๆ ในรุ่นท็อปนี้เราก็จะได้ชุดไฟหน้าแบบ MATRIX LED เรียกได้ว่านอกจากจะทันสมัยแล้วยังให้ความสว่างแบบไม่เกรงใจใคร นอกจากนี้ยังมีไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED C-Clamp Daytime Running Light ไฟเลี้ยวแบบ LED ไฟส่องสว่างบริเวณมุมด้านข้าง Cornering Light ไฟต่ำแบบ Projector Lens LED

 

พร้อมระบบปรับมุมลำแสงอัตโนมัติตามการหมุนพวงมาลัย ได้มากสุด 15 องศา และไฟสูงแบบ Projector Lens LED เสริมการทำงานด้วยระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ Auto High-beam และระบบป้องกันไฟแยงตารถคันที่วิ่งอยู่ด้านหน้าหรือวิ่งสวนมา Adaptive Glare-free

 

 

 

เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบปรับด้วยไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อม Lumbar Supoort รองรับต้นขาได้พอประมาณ โอบกระชับกำลังพอดี นั่งทางไกลให้ความสบายได้มากพอสมควร ส่วนที่นั่งแถวกลางก็กว้างขวางนั่งสบาย นั่งได้ 3 คนแบบหลวม ๆ แต่โปร่งโล่งสบายไม่ใช่แค่พื้นที่วางขา เพราะรุ่นนี้มี หลังคา Panoramic Moonroof ให้เปิดรับลมกันในยามเย็นอีกด้วย ใครไม่ชอบไม่รู้ แต่สำหรับเราสายเที่ยว เปิดรับลมมองท้องฟ้าได้แบบนี้ เราชอบ

 

ส่วนเบาะแถว 3 นั้นแม้จะนั่งได้ไม่ค่อยสบายนักสำหรับผู้ใหญ่ แต่ก็มีพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปอยู่กันได้แบบเป็นพื้นที่พอดี ไม่ต้องกลัวหนีออกมา นอกจากนี้ยังสามารถพับด้วยไฟฟ้าเพื่อให้การขนสัมภาระขึ้นท้ายรถเป็นไปด้วยความง่ายดายอีกด้วย

 

ในความเป็นจริงถ้าต้องการรถที่บรรทุกคนได้ 7 คนแบบสบาย ๆ ก็ควรจะหันไปหารถเอ็มพีวี หรือรถตู้ไปเลยดีกว่า เพราะรถพีพีวีนอกจากจะมีความสูงและขึ้นลงไม่ง่ายแล้ว การจะทำให้เบาะนั่งแถว 3 นั่งสบายนั้นก็อาจจะค่อนข้างยากหน่อย เน้นให้เด็กนั่งหรือไว้พับเพื่อวางสัมภาระน่าจะสะดวกกับการเดินทางไกลมากกว่า

 

 

 

มาตรวัดหลังพวงมาลัยเป็นแบบ Full Digital ขนาด 12.4 นิ้ว แบ่งฟังก์ชั่นการทำงานหลักออกเป็น 3 ส่วน ซ้ายสุดจะเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ตรงกลางจะแสดงข้อมูลตัวรถ อาทิ อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และระยะทางที่วิ่งต่อไป ตลอดจนแสดงข้อมูลการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น องศาตัวรถ อัตราสิ้นเปลือง ส่วนขวาสุดจะเป็นมาตรวัดความเร็ว

 

หน้าจอกลางที่ถือเป็นแหล่งรวมความบันเทิง เป็นแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android AutoTM มาพร้อม SYNC® 4A ภาษาไทยพร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งการตั้งค่าสิ่งต่าง ๆ จะสามารถทำได้จากหน้าจอนี้ รวมไปถึงการดูกล้องรอบตัว 360 องศา ที่จะแสดงค่าได้หลากหลายมุมและมีความละเอียดที่น่าพึงพอใจมากเลยทีเดียว

 

สายท่องเที่ยวทั้งทีแสงสีมันต้องพร้อม Ford Everest WILDTRAK คันนี้ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Lighting ที่ให้แสงสีละมุนตายามค่ำคืน พร้อมไฟอ่านแผนที่ และไฟส่องสว่างภายในตัวรถ แผงบังแดดคู่หน้า แบบปรับระยะพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง ด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า เรียกได้ว่าเช็คเครื่องหน้าและทรงผมให้เป๊ะก่อนลงรถได้แบบสบาย ๆ

 

 

ด้านการเชื่อมต่อและการใช้งานในยุคดิจิทัลที่ขาดการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่ได้ รถคันนี้มาพร้อมช่องต่อที่มากมาย ประกอบไปด้วย ช่องต่อ USB 2 ตำแหน่ง บริเวณคอนโซลหน้า และแท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger)

 

ช่องต่อ USB 2 ตำแหน่ง บริเวณที่นั่งแถวที่ 2 ช่องต่อไฟ 12V 3 ตําแหน่ง บริเวณที่วางแขน, เบาะแถวที่ 2 และที่เก็บสัมภาระ ช่องต่อไฟ 230V (400W) 1 ตําแหน่งที่เบาะแถวที่ 2

 

ระบบปรับอากาศ แบบอัตโนมัติ แยกซ้าย-ขวา ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมสวิตซ์ควบคุม ไม่ต้องแย่งกับคนหน้าให้วุ่นวาย ประตูท้าย เปิด-ปิด ด้วยรับบไฟฟ้า แบบ Hand-free และไฟส่องสว่างข้างตัวรถ Puddle Lamps สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาก็อย่างเช่น ระบบ เปิด-ปิด กระจกทุกบาน แบบ One-Touch ช่องต่อ USB ที่กระจกมองหลัง สำหรับติดกล้องบันทึกภาพหน้ารถแบบไม่ต้องเดินสายเพิ่มให้วุ่นวาย

 

ระบบเชื่อมต่อ FordPass Connect ที่จะมี ระบบล็อก และปลดล็อกรถยนต์ ระบบสตาร์ตเครื่องยนต์ พร้อมเปิดแอร์ ระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ ระบบแจ้งเตือนสถานะรถยนต์ ระบบแจ้งตำแหน่งรถยนต์

 

 

ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop & Go และระบบควบคุมให้อยู่ในช่องทาง ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW with Brake Support ระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง Reverse Brake Assist ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน Post-Impact Braking ระบบตรวจเช็คลมยาง Tire Pressure Monitoring System

 

บทสรุปของ Ford Everest WILDTRAK คันนี้ เหมาะสำหรับสายท่องเที่ยวที่อยากเดินทางกันหลายคน มีออปชันและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน มีช่วงล่างที่เหมาะสมกับการเดินทางไกลและการลุยในที่ทุรกันดารได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือตอบโจทย์สายเที่ยวที่ชอบเทคโนโลยีเพราะคันนี้มีออปชันที่ตอบโจทย์หลายอย่าง

 

สมรรถนะเครื่องยนต์ดี ช่วงล่างและเบรกมั่นใจได้มาก ระบบความปลอดภัยอัดแน่นมาจนเกินหน้ารถยุโรปพรีเมียมบางค่ายซะด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือความรู้สึกในการขับขี่ที่มีดีและกลมกล่อม ไม่ได้เด่นไปในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ

 

ข้อเสียจุดเดียวที่เราเห็นคือราคาขายต่อ ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่จุดด้อยซะด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ซื้อรถมาใช้งาน และมองว่าต้องการใช้รถเพื่อตอบโจทย์ของตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ชอบในทุกวัน เพราะ Ford Everest WILDTRAK คันนี้เพียบพร้อมในทุกด้าน ตอบโจทย์ให้กับผู้ขับและผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่กับออปชันที่ไม่มีกั๊กหรือมีแต่ต้องจ่ายเพิ่มกันเลย

 

Scroll to Top